อาณาจักรชาแห่งสหราชอาณาจักร: ยุทธศาสตร์ การขยายตัว และอิทธิพลระดับโลก

ชาเป็นส่วนสำคัญที่มีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงสังคม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจของสหราชอาณาจักรในยุคต้นสมัยใหม่และยุคอาณานิคม เดิมทีชาเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยที่หายาก แต่ในที่สุดกลับกลายเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวัน และกลายเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นอัตลักษณ์ของชาวอังกฤษ อย่างไรก็ตาม เรื่องราวของอาณาจักรชาแห่งสหราชอาณาจักรนั้นไม่สามารถแยกออกจากประวัติศาสตร์ด้านมืด โดยเฉพาะสงครามฝิ่นครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 (ค.ศ. 1839–1842 และ 1856–1860) ซึ่งเกิดขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการชาจีนที่เพิ่มขึ้นจนทำให้เกิดความไม่สมดุลทางการค้า

การเสียดุลการค้า

การลดภาษีนี้ช่วยกระตุ้นการค้าชาอย่างถูกกฎหมายและลดการลักลอบนำเข้า แต่ในทางกลับกันกลับส่งผลให้อังกฤษขาดดุลการค้ากับจีนอย่างหนัก เพราะการนำเข้าชาต้องชำระด้วยเงินตราเงินซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีจำกัด อังกฤษและบริษัทบริติชอินเดียตะวันออกจึงหันไปพิจารณาสินค้าชนิดอื่นที่สามารถใช้แลกเปลี่ยนกับชาจีนได้ ฝิ่นกลายเป็นคำตอบสำคัญ เนื่องจากสามารถปลูกได้ในแคว้นเบงกอลและบิฮาร์ของอินเดีย ซึ่งเป็นอาณานิคมของอังกฤษ

ฝิ่นที่ผลิตในอินเดียถูกลักลอบนำเข้าสู่จีนผ่านการค้าทางอ้อม ส่งผลให้ฝิ่นกลายเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมในหมู่ชาวจีน เพราะคุณสมบัติช่วยบรรเทาความเหนื่อยล้า อย่างไรก็ตาม การใช้ฝิ่นอย่างแพร่หลายในจีนกลับสร้างปัญหาร้ายแรงต่อสังคม ประชาชนจำนวนมากติดฝิ่นจนร่างกายทรุดโทรม ขาดผลิตภาพ และครอบครัวต้องเสียเงินจำนวนมากในการซื้อฝิ่น จนเกิดความยากจนแพร่หลาย รัฐบาลจีนภายใต้ราชวงศ์ชิงพยายามปราบปรามการลักลอบค้าฝิ่นอย่างจริงจัง แต่ความพยายามนี้กลับนำไปสู่ความขัดแย้งกับอังกฤษ

สงครามฝิ่นครั้งที่หนึ่ง (1839-1842) เป็นผลมาจากความพยายามของจีนในการควบคุมการค้าและการใช้ฝิ่น รัฐบาลจีนสั่งยึดและทำลายฝิ่นที่ถูกลักลอบนำเข้า แต่การกระทำดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้กับอังกฤษ ซึ่งอ้างสิทธิในการค้าเสรีและใช้เป็นข้ออ้างในการส่งกองทัพโจมตีจีน สงครามจบลงด้วยชัยชนะของอังกฤษ และการลงนามในสนธิสัญญานานกิง (Treaty of Nanking) สนธิสัญญานี้ไม่เพียงเปิดเมืองท่าสำคัญของจีนให้การค้าเสรีกับอังกฤษ แต่ยังบังคับให้จีนยอมให้มีการนำเข้าฝิ่นอย่างถูกกฎหมายและมอบเกาะฮ่องกงให้อังกฤษ การพ่ายแพ้ครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของยุคที่จีนต้องเผชิญกับการเสื่อมถอยทางเศรษฐกิจและการบั่นทอนอธิปไตย

การส่งสายลับเพื่อไขความลับเรื่องชาในจีน

การค้าฝิ่นเป็นวิธีหนึ่งที่อังกฤษใช้ลดปัญหาการขาดดุลการค้ากับจีน แต่กลับไม่สามารถแก้ปัญหาความต้องการชาจีนที่ยังคงมีอยู่ในประเทศได้ แม้ยุโรปจะบริโภคชามานานเกือบ 200 ปี แต่ในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 ชาติต่างๆ ของยุโรปยังคงไม่เข้าใจถึงรายละเอียดสำคัญเกี่ยวกับการเพาะปลูกชา กล่าวคือ ชาวดัตช์พยายามเพาะปลูกชาในชวาแต่ล้มเหลว เช่นเดียวกับโปรตุเกสที่ประสบความล้มเหลวในการตั้งชุมชนผู้ปลูกชาชาวจีนในรีโอเดจาเนโร ความลับของการปลูกชาอย่างมีประสิทธิภาพยังคงอยู่ในมือของจีน ขณะที่พ่อค้าชาวยุโรปในศตวรรษที่ 19 ต่างยอมรับความจริงว่าโอกาสในการเพาะปลูกชาด้วยตนเองนั้นมีน้อย โดยเชื่อว่าภูมิภาคตอนเหนือของจีนมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมเฉพาะตัวสำหรับการผลิตชา อย่างไรก็ตาม สถานการณ์เริ่มเปลี่ยนไปเมื่อทหารอังกฤษค้นพบชาที่เติบโตตามธรรมชาติในพื้นที่ภูเขาของอัสสัม (Assam) ในช่วงทศวรรษ 1820 “ป่าชา” ที่พบในภูมิภาคนี้กลายเป็นโอกาสที่ดีที่สุดของบริษัทอินเดียตะวันออกในการเพาะปลูกใบชาของตนเอง ซึ่งรัฐบาลอังกฤษมองการพึ่งพาชาจากจีนที่ว่าเป็นเรื่อง “น่าอับอาย” มาอย่างยาวนาน

ความพยายามของบริษัทอินเดียตะวันออกในการพัฒนาอัสสัมให้เป็นพื้นที่ผลิตชาทางเลือกเริ่มขึ้นอย่างจริงจังในปี 1834 หลังจากที่รัฐสภาอังกฤษได้ยกเลิกสิทธิพิเศษการผูกขาดครั้งสุดท้ายของบริษัทในจีน เมื่อถูกบริษัทเอกชนที่มีความคล่องตัวมากกว่ากีดกันจากการค้าชาในเอเชียตะวันออก บริษัทจำเป็นต้องหาช่องทางรายได้ใหม่เพื่อสนับสนุนภารกิจด้านการปกครองของตน โดยลอร์ดวิลเลียม เบนทิงก์ (Lord William Bentinck) ผู้สำเร็จราชการแห่งอินเดีย ได้ก่อตั้ง คณะกรรมการชา (Tea Committee) ซึ่งประกอบด้วยสมาชิก 12 คนในปี 1834 เพื่อตรวจสอบความเป็นไปได้ของการผลิตชาในอัสสัม ต่อมา เมื่อหีบชาที่ผลิตในอัสสัมชุดแรกถูกนำออกประมูลในลอนดอนในปี 1839 ท่ามกลางความยินดีของผู้สนับสนุนผลประโยชน์จักรวรรดิอังกฤษ ที่ได้เห็นชาเกิดขึ้นจากหนึ่งในอาณานิคมใหม่ล่าสุดของพวกเขา ผู้บริโภคคนหนึ่งได้กล่าวไว้ว่า ชาที่ผลิตในอินเดียซึ่งสามารถตอบสนองความต้องการในตลาดภายในประเทศได้นั้นจะช่วยให้ “ประเทศที่ยิ่งใหญ่นี้ไม่ต้องพึ่งพาจีนอีกต่อไป” อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้โอกาสความสำเร็จต้องสะดุด ผู้ที่ได้ลิ้มลองชาชุดแรกจากอัสสัมต่างเลือกที่จะนิ่งเงียบเกี่ยวกับรสชาติที่ด้อยกว่าชาจีน

แม้ว่าสมเด็จพระราชินีวิกตอเรียจะทรงมีพระราชดำรัสว่า “พอพระทัยอย่างมาก” กับ “คุณภาพและรสชาติ” ของชาอัสสัมก็ตาม แต่บริษัทอินเดียตะวันออกทราบดีว่าผู้ผลิตของตนยังไม่สามารถเทียบมาตรฐานชาของจีนได้ ดังนั้น เพื่อพัฒนาคุณภาพของชาอัสสัมให้สมบูรณ์แบบ บริษัทจำเป็นต้องเข้าถึงวัตถุดิบเฉพาะและเทคนิคการผลิตอันทรงคุณค่าของจีน แต่ไม่สามารถดำเนินการได้ผ่านช่องทางการทูต หรือโน้มน้าวให้ผู้ผลิตชาชาวจีนย้ายมาที่อินเดียได้ ด้วยเหตุนี้ บริษัทจึงต้องพึ่งพาวิธีการขโมยความลับการผลิตของจีนแทน โดยบริษัทอินเดียตะวันออกได้ว่าจ้าง โรเบิร์ต ฟอร์จูน (Robert Fortune) นักพฤกษศาสตร์ชาวสกอต ให้ปฏิบัติภารกิจลับในจีนเพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับชา คำสั่งของเขาชัดเจนว่า “นอกเหนือจากการเก็บรวบรวมต้นชาและเมล็ดจากแหล่งที่ดีที่สุดเพื่อนำไปยังอินเดียแล้ว หน้าที่ของคุณคือการใช้โอกาสทุกอย่างเพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการเพาะปลูกต้นชาและกระบวนการผลิตชาตามแบบที่ชาวจีนปฏิบัติ

โรเบิร์ต ฟอร์จูนเริ่มต้นการเดินทางครั้งสำคัญในปี ค.ศ. 1848 ที่ฮ่องกง เมืองท่าที่มีบทบาทสำคัญในระบบการค้าระหว่างประเทศซึ่งอยู่ใคความควบคุมของอังกฤษตามสนธิสัญญานานกิง ฟอร์จูนใช้ฮ่องกงเป็นฐานสำหรับการเตรียมตัวเข้าสู่จีนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งในเวลานั้นยังคงมีข้อจำกัดในการเข้าถึงพื้นที่สำหรับชาวต่างชาติ ฟอร์จูนว่าจ้างไกด์ที่มีความเชี่ยวชาญในภาษาจีนและวัฒนธรรมท้องถิ่น เพื่อช่วยให้การเดินทางครั้งนี้เป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ เขาเดินทางเข้าสู่จีนแผ่นดินใหญ่และถึงเมืองฝูโจวในมณฑลฝูเจี้ยน ซึ่งเป็นศูนย์กลางการผลิตชาที่สำคัญแห่งหนึ่ง ฟอร์จูนสังเกตกระบวนการผลิตชาอย่างละเอียด ตั้งแต่การเก็บยอดใบชาในช่วงเช้าตรู่ การม้วนใบชาด้วยมือ ซึ่งช่วยปลดปล่อยน้ำมันหอมระเหยและสร้างรูปร่างเฉพาะตัวของใบชา ไปจนถึงการอบใบชาด้วยไฟอย่างพิถีพิถันเพื่อรักษาคุณภาพ กระบวนการเหล่านี้สะท้อนถึงความชำนาญของเกษตรกรในพื้นที่ที่ได้รับการถ่ายทอดความรู้จากรุ่นสู่รุ่น ฟอร์จูนบันทึกข้อมูลอย่างละเอียดเกี่ยวกับกระบวนการผลิตชาที่เขาสังเกต จากฝูโจว เขาเดินทางต่อไปยังภูเขาวูอี้ซานในมณฑลฝูเจี้ยน ซึ่งเป็นแหล่งผลิตชาชาโบฮี (Bohea) กล่าวคือ เป็นชาอู่หลง (Oolong Tea) ซึ่งเป็นชาที่หมักบางส่วน (semi-fermented) จากภูเขาวูอี้ ชานี้มีชื่อเสียงในด้านรสชาติที่ซับซ้อน กลิ่นหอมเฉพาะตัว และความกลมกล่อม และ  ในบางกรณี ชาโบฮีอาจรวมถึงชาดำ (Black Tea) ที่ผลิตในภูมิภาคเดียวกัน เพราะชาดำและชาอู่หลงจากภูเขาวูอี้ต่างได้รับความนิยมในตลาดตะวันตก โดยการเดินทางไปยังเขาวูอี้นี้ ฟอร์จูนบันทึกขั้นตอนการหมักใบชา ซึ่งช่วยสร้างรสชาติและกลิ่นหอมเฉพาะตัวของชา นอกจากนี้ เขายังได้สังเกตการอบใบชาด้วยไฟจากไม้ที่ต้องอาศัยความชำนาญสูงในการควบคุมอุณหภูมิ เพื่อรักษาคุณภาพของใบชาและป้องกันการไหม้ ฟอร์จูนบันทึกข้อมูลทั้งหมดอย่างพิถีพิถันก่อนเดินทางต่อไปยังเมืองหนิงโปในมณฑลเจ้อเจียง

หนิงโปเป็นจุดแวะพักที่ฟอร์จูนใช้สำหรับจัดเตรียมเสบียงและกล่องวอร์เดียน (Wardian Case) ซึ่งเป็นภาชนะที่ออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับการขนส่งและการรักษาพืชมีชีวิตในช่วงศตวรรษที่ 19 โดยเป็นอุปกรณ์สำคัญในการรักษาสภาพต้นชาและเมล็ดพันธุ์สำหรับการขนส่ง ฟอร์จูนไม่ได้บันทึกถึงกระบวนการผลิตชาในหนิงโป แต่ใช้เวลาเตรียมความพร้อมสำหรับการเดินทางต่อไปยังเมืองหางโจว ซึ่งเป็นแหล่งผลิตชาหลงจิ่ง (Longjing Tea) ที่มีชื่อเสียงที่สุดของจีน โดยในหางโจวนี้ ฟอร์จูนศึกษาอย่างละเอียดเกี่ยวกับกระบวนการผลิตชาหลงจิ่ง ตั้งแต่การเก็บยอดใบชา ซึ่งต้องเลือกเฉพาะใบอ่อนที่สุด ไปจนถึงการคั่วใบชาด้วยมือในกระทะเหล็ก การคั่วเป็นกระบวนการที่สำคัญที่ช่วยหยุดการออกซิไดซ์ของใบชา รักษาสีเขียวสดและรสชาติที่ละเอียดอ่อน ฟอร์จูนบันทึกว่ากระบวนการนี้ต้องอาศัยความชำนาญอย่างมากและการควบคุมอุณหภูมิที่แม่นยำ เพื่อให้ได้คุณภาพสูงสุดของชา

สุดท้าย ฟอร์จูนเดินทางถึงเซี่ยงไฮ้ ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางสุดท้ายของเขา ฟอร์จูนใช้เวลาที่นี่เพื่อเตรียมการขนส่งต้นชาและเมล็ดพันธุ์ที่เขารวบรวมมา โดยใช้กล่องวอร์เดียนเพื่อรักษาคุณภาพและความชุ่มชื้นระหว่างการเดินทางกลับอังกฤษ เขาออกจากเซี่ยงไฮ้ในเดือนมกราคม ค.ศ. 1851 หลังจากภารกิจที่ยาวนานและประสบความสำเร็จ การเดินทางของฟอร์จูนไม่ได้เพียงแค่เปิดเผยกระบวนการผลิตชาของจีน แต่ยังช่วยสร้างรากฐานสำคัญให้กับอุตสาหกรรมชาโลกในเวลาต่อมา

สงครามฝิ่นครั้งที่สองและการควบคุมตลาดชาของอังกฤษ

สงครามฝิ่นครั้งที่ 2 (ค.ศ. 1856–1860) เกิดจากความพยายามของตะวันตกในการขยายสิทธิทางการค้า การเผยแพร่ศาสนา และการเข้าถึงทรัพยากรในจีน เพิ่มจากสนธิสัญญานานกิง ซึ่งได้ทำไว้หลังสงครามฝิ่นครั้งที่ 1 โดยอ้างสาเหตุในการทำสงครามอีกครั้งจากกรณีเรือ “แอร์โรว์” ซึ่งเป็นเรือค้าชาที่ติดธงอังกฤษถูกจับกุมโดยเจ้าหน้าที่จีนในข้อหาลักลอบค้าและการปลดธงอังกฤษลง โดยอ้างว่าเป็นการดูหมิ่นอธิปไตยของตน ฝรั่งเศสก็อ้างเหตุจากการที่มิชชันนารีชาวฝรั่งเศสถูกสังหารในจีน จึงเข้าร่วมสงครามด้วย เหตุการณ์ดังกล่าวได้เปิดทางให้มหาอำนาจตะวันตกบีบบังคับจีนให้เปิดประเทศมากขึ้น และนำไปสู่สงครามเต็มรูปแบบ และสิ้นสุดลงด้วยความพ่ายแพ้ของจีนและการลงนามในสนธิสัญญาเทียนจินในปี ค.ศ. 1858 และสนธิสัญญาปักกิ่งในปี ค.ศ. 1860 ผลของสนธิสัญญาเหล่านี้ทำให้จีนต้องเปิดเมืองท่าเพิ่มอีก 11 เมือง รวมถึงเมืองเทียนจิน ให้ต่างชาติสามารถค้าขายและตั้งถิ่นฐานได้อย่างเสรี การเผยแพร่ศาสนาและการตั้งโบสถ์คริสต์ในจีนได้รับการอนุญาตอย่างเป็นทางการ นอกจากนี้ อังกฤษยังได้รับเกาะเกาลูน และชาวต่างชาติได้รับสิทธิพิเศษทางกฎหมาย ไม่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายจีน การค้าฝิ่นก็ได้รับการทำให้ถูกกฎหมายอย่างเต็มตัว รวมถึงจีนต้องจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามให้กับอังกฤษและฝรั่งเศส ผลของสนธิสัญญานี้ทำให้จีนสูญเสียอธิปไตยในหลายด้านและตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของมหาอำนาจตะวันตกอย่างชัดเจน โดยผลของสงครามฝิ่นครั้งที่ 2 ทำให้อังกฤษมีอำนาจในการควบคุมการค้าทางทะเลบริเวณทะเลจีนใต้และมหาสมุทรอินเดียอย่างเบ็ดเสร็จ

สถานการณ์ดังกล่าวสอดรับกับการที่อังกฤษมีองค์ความรู้เกี่ยวกับชา จากการสำรวจ บันทึก เก็บตัวอย่างจากจีน และทดลองปลูกในพื้นที่ต่างๆ ในอินเดีย โดยเฉพาะความสำเร็จจากการปลูกชาที่มีต้นกำเนิดจากจีนในพื้นที่สูงของดาร์จีลิงโดย Dr. Campbell ในปี ค.ศ. 1841 ได้สร้างชาดาร์จีลิงที่มีรสชาติและกลิ่นหอมเฉพาะตัวจนได้รับสมญานามว่า “Champagne of Teas” ทำให้อังกฤษมีชาที่มีคุณภาพดี มาตรฐานคงที่ และมีราคาที่ถูกกว่าชาจากจีน เนื่องอังกฤษมีเงินเงินลงทุนมหาศาลจากกำไรของปริมาณการค้าที่เพิ่มขึ้นหลังสงคราม และใช้จากการบริหารจัดการเชิงอุตสาหกรรมจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นในช่วงการปฏิวัติอุตสาหกรรม เช่น การสร้างทางรถไฟจากท่าเรือเชื่อมต่อถึงแหล่งปลูกชา และมีเรือคลิปเปอร์ เช่น Cutty Sark ในปี ค.ศ. 1869 ซึ่งช่วยลดระยะเวลาการขนส่งชาจากอินเดียมายังลอนดอนเหลือเพียง 72 วัน ทำให้ชาสามารถรักษาคุณภาพและกลิ่นหอมได้ดีขึ้น การประมูลชาที่ลอนดอนในศตวรรษที่ 19 มีปริมาณชาซื้อขายมากกว่า 200 ล้านปอนด์ต่อปี ทำให้ลอนดอนกลายเป็นศูนย์กลางการค้าชาโลก โดยระบบประมูลนี้ช่วยสร้างรายได้มหาศาลและส่งเสริมให้อังกฤษมีบทบาทสำคัญในตลาดโลก

ในแง่ของแรงงาน อุตสาหกรรมชาในอาณานิคมต้องพึ่งพาแรงงานพื้นเมืองในปริมาณมาก แรงงานเหล่านี้มักเผชิญกับสภาพการทำงานที่ยากลำบาก และบางครั้งยังถูกบังคับให้ทำงานในพื้นที่เพาะปลูกโดยมีค่าตอบแทนต่ำ การขยายตัวของอุตสาหกรรมชาในอัสสัมและดาร์จีลิงก่อให้เกิดชุมชนแรงงานใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากชนเผ่าหรือกลุ่มคนยากจนในภูมิภาคอื่นของอินเดีย การศึกษาหลายฉบับระบุว่าสภาพการทำงานและความไม่เท่าเทียมในระบบเศรษฐกิจชาเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อความยากจนและความเหลื่อมล้ำทางสังคมในพื้นที่อาณานิคม ซึ่งยังคงเป็นปัญหาอยู่จนกระทั่งปัจจุบัน

เรืองก่อนหน้า | กำเนิดการค้าชาในยุคอาณานิคมตอนต้น

เรืองต่อไป | อังกฤษกับบทบาทผู้นำวัฒนธรรมการดื่มชาของโลก