
แม้ว่าชาจะเป็นที่บริโภคอย่างแพร่หลายในจีน และปรากฏในบันทึกของ Ibn Battuta ถึงการบริโภคในมองโกลและทิเบต แต่จากบันทึกของชาวอาหรับ เช่น สุไลมาน อัล-ตาจีร์ (Sulayman al-Tajir) ผู้เขียน Kitab al-Masalik wa al-Mamalik ในปี 850 ซึ่งกล่าวถึงวิทยาการเดินเรือ เส้นทางการค้า และสินค้าที่แลกเปลี่ยน เช่น เครื่องเทศและผ้าไหม รวมถึง Ahmed Ibn Majid ผู้เขียน al-Bahr al-Muhit ในปี 1490 ซึ่งเป็นตำราแสดงเทคนิคการเดินเรือขั้นสูง โดยใช้ความรู้ด้านดาราศาสตร์ เช่น การสังเกตตำแหน่งดวงดาวเพื่อกำหนดเส้นทางการเดินเรือในมหาสมุทรอินเดียและทะเลจีนใต้ ทั้งนี้ ตำราทั้งสองเล่มดังกล่าวมีอิทธิพลอย่างมากต่อการเดินเรือระหว่างดินแดนอาหรับและจีนในยุคนั้น แต่กลับไม่มีการกล่าวถึงชาไว้ จึงเข้าใจได้ว่าก่อนศตวรรษที่ 16 ชายังไม่ได้เป็นที่รู้จักในหมู่ชาวต่างชาติ แต่หลังจากโปรตุเกสเข้ามาค้าขายในดินแดนตะวันออกไกลในปี 1557 ชาเริ่มมีบทบาทมากขึ้นในเวทีการค้าโลกอย่างชัดเจน
การเปิดเส้นทางการค้าโปรตุเกส – จีน
ในศตวรรษที่ 15 โปรตุเกสได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้านการสำรวจทางทะเล ภายใต้การสนับสนุนของ เจ้าชายเอนริเก (Infante Dom Henrique) หรือที่รู้จักกันในชื่อ เอนริเก นักเดินเรือ (Henrique o Navegador) ผู้มีชื่อเต็มว่า Henrique de Avis e Lancaster และเป็นผู้ก่อตั้ง สถาบันการเดินเรือที่เมืองซากเรส (Escola de Navegação de Sagres) ในปี 1418 สถาบันแห่งนี้ได้รวบรวมปราชญ์ นักเดินเรือ และช่างแผนที่จากทั่วทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและดินแดนตะวันออกกลาง เพื่อพัฒนาความรู้ด้านการเดินเรือ ดาราศาสตร์ และการทำแผนที่ทะเล ซึ่งนำไปสู่ความสำเร็จในการส่งกองเรือออกสำรวจเส้นทางการค้าใหม่ ๆ
ในปี 1497 วาสโก ดา กามา (Vasco da Gama) เป็นชาวยุโรปกลุ่มแรกประสบความสำเร็จในการเดินเรือจากยุโรปมายังดินแดนตะวันออกไกล โดยเขานำกองเรือโปรตุเกสออกจาก ลิสบอน (Lisboa) เมืองหลวงของโปรตุเกส เดินทางเลียบชายฝั่งแอฟริกา อ้อมแหลมกู๊ดโฮป (Cabo da Boa Esperança) ซึ่งเคยเป็นที่รู้จักในชื่อ แหลมแห่งพายุ (Cabo das Tormentas) ก่อนเข้าสู่มหาสมุทรอินเดีย และแวะพักที่เมือง มาลินดี (Malindi) ในปัจจุบันคือเคนยา จากนั้นเดินทางต่อไปยัง กาลิกัต (Calecute) ในอินเดีย และขยายเส้นทางเข้าสู่ช่องแคบมะละกา ทะเลจีนใต้ และมหาสมุทรแปซิฟิก จนถึงมาเก๊า (Macau) โดยโปรตุเกสได้รับอนุญาตจากจักรพรรดิแห่งราชวงศ์หมิงให้จัดตั้งเมืองท่ามาเก๊า (Macau) เป็นศูนย์กลางการค้า และต้องจ่ายค่าเช่ารายปีจำนวน 41.5 ปอนด์เงินตรา (silver) ซึ่งถือเป็นจำนวนเงินที่น้อยมากเมื่อเทียบกับผลกำไรมหาศาลที่โปรตุเกสได้รับจากการค้าผ่านเมืองท่าแห่งนี้ มาเก๊ากลายเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่เชื่อมการค้าระหว่างจีนและยุโรป
ในปี 1560 Gaspar da Cruz มิชชันนารีชาวโปรตุเกส เขียนถึงกษัตริย์โปรตุเกสเกี่ยวกับชา โดยเขาอธิบายว่าชาเป็น “เครื่องดื่มที่มีรสขมและสีแดง เรียกว่า ‘ชา (Cha)’ บันทึกนี้เป็นหนึ่งในหลักฐานแรกสุดที่กล่าวถึงชาในเอกสารของยุโรป สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของชาทั้งในวัฒนธรรมจีนและในสายตาของชาวยุโรปในยุคแรกเริ่ม โดยเป็นส่วนสำคัญของชีวิตประจำวันของชาวจีน และมีบทบาททั้งในแง่ของการบริโภคเพื่อสุขภาพและในฐานะเครื่องดื่มต้อนรับที่แสดงถึงวัฒนธรรมการต้อนรับที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวจีน การบันทึกของเขาให้รายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการชงชา การบริโภค และความนิยมของชาในหมู่ประชาชนและชนชั้นสูงของจีน ซึ่งสิ่งนี้ได้สร้างความสนใจให้กับยุโรปที่ยังไม่เคยรู้จักชามาก่อน
แม้ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่า โปรตุเกสนำชาจากจีนกลับเข้ามาขายในยุโรป อย่างไรก็ตาม บทบาทของโปรตุเกสในการเชื่อมโยงจีนกับยุโรป สะท้อนถึงความกล้าหาญและความสามารถในการจัดการความท้าทายของการค้าทางทะเลในยุคแรก ซึ่งส่งผลให้สินค้าจากตะวันออกกลายเป็นส่วนสำคัญของวัฒนธรรมและเศรษฐกิจยุโรปในเวลาต่อมา
การค้าชาในยุโรปและบทบาทของบริษัทดัตช์อีสต์อินเดีย
ในศตวรรษที่ 17 ดัชต์มองเห็นโอกาสในสินค้าเอเชีย เช่น เครื่องเทศ ผ้าไหม และเครื่องลายคราม ซึ่งเป็นที่ต้องการอย่างสูงในยุโรป โดยเฉพาะเครื่องเทศที่มีมูลค่ามากกว่าทองคำในยุคนั้น ดัชต์ตระหนักว่าการค้ากับเอเชียถูกผูกขาดโดยโปรตุเกสมายาวนาน จึงมุ่งแย่งชิงเส้นทางการค้าและพัฒนาอำนาจทางทะเล ด้วยความก้าวหน้าด้านการเงินและวิทยาการ ดัชต์สามารถระดมทุนผ่านระบบการขายหุ้น ซึ่งเป็นรูปแบบการลงทุนที่ทันสมัยที่สุดในยุคนั้น ส่งผลให้บริษัทอินเดียตะวันออกดัตช์ (VOC) ซึ่งก่อตั้งในปี 1602 มีเงินทุนเพียงพอสำหรับขยายกิจการ VOC ได้รับสิทธิพิเศษจากรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ในการผูกขาดการค้ากับเอเชีย รวมถึงอำนาจในการทำสงครามและเจรจาสนธิสัญญา ในขณะเดียวกัน ดัชต์ยังพัฒนากองเรือที่ทันสมัย เช่น เรือ Fluyt ที่มีต้นทุนต่ำแต่บรรทุกสินค้าได้มาก และอุปกรณ์เดินเรือที่แม่นยำ ส่งผลให้ดัชต์สามารถยึดพื้นที่สำคัญได้
ความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทอินเดียตะวันออกดัตช์ (VOC) กับญี่ปุ่น เริ่มต้นในปี 1609 เมื่อ VOC ได้รับอนุญาตจากโชกุนโทกุงาวะให้ตั้งสถานีการค้าที่เกาะเดจิมะ เมืองนางาซากิ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าระหว่างยุโรปและญี่ปุ่นในยุคที่ประเทศญี่ปุ่นปิดประเทศ (ซาโกกุ) VOC กลายเป็นบริษัทเดียวในยุโรปที่สามารถค้าขายกับญี่ปุ่น โดยแลกเปลี่ยนสินค้าจากยุโรป เช่น ปืนใหญ่ นาฬิกา และแว่นขยาย กับสินค้าสำคัญจากญี่ปุ่น เช่น เงิน ทองคำ และทองแดง และทำให้ชาถูกนำเข้าสู่ยุโรปครั้งแรกโดย บริษัทอินเดียตะวันออกดัตช์ (VOC) ในปี 1610 โดยมีแหล่งที่มาจากญี่ปุ่น ซึ่งในช่วงแรกชาได้รับการยกย่องว่าเป็นสินค้าหรูหราหรือยา มากกว่าจะเป็นเครื่องดื่มที่แพร่หลายในปัจจุบัน ปริมาณการนำเข้าชานั้นน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับสินค้าหลักของ VOC เช่น พริกไทย ลูกจันทน์เทศ อบเชย และกานพลู
บริษัทอินเดียตะวันออกดัตช์ (VOC) เริ่มนำเข้าชาจากจีนเป็นครั้งแรกในช่วงทศวรรษ 1650s หลังจากที่ VOC ได้สร้างความสัมพันธ์ทางการค้ากับจีนผ่านเมืองท่าต่าง ๆ เช่น มาเก๊า และ กวางตุ้ง (Canton) การนำเข้าชาจากจีนในช่วงแรกเป็นเพียงปริมาณเล็กน้อย เพื่อป้อนตลาดยุโรปในฐานะสินค้าหรูหรา แต่ในเวลาต่อมา ชาจีนเริ่มมีบทบาทมากขึ้นในรายการสินค้าที่ VOC นำเข้าสู่ยุโรป เนื่องจากตลาดยุโรปเริ่มมีความต้องการชาที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในศตวรรษที่ 17 และในปี 1660s VOC ได้เริ่มจัดการการค้าชาในปริมาณที่มากขึ้น หลังจากสังเกตเห็นว่าความนิยมในชากำลังเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในเนเธอร์แลนด์และประเทศเพื่อนบ้าน อย่างไรก็ตาม VOC ยังคงให้ความสำคัญกับสินค้าหลัก เช่น เครื่องเทศจากหมู่เกาะโมลุกกะ และกาแฟจากเกาะชวา ส่งผลให้พวกเขาไม่ได้มุ่งเน้นการขยายการค้านำเข้าชาอย่างเต็มที่ในช่วงแรก ความลังเลนี้เปิดโอกาสให้ บริษัทอินเดียตะวันออกอังกฤษ (EIC) เข้ามามีบทบาทสำคัญในธุรกิจการค้าชากับจีนในช่วงปลายศตวรรษที่ 17 และต้นศตวรรษที่ 18 ซึ่งในที่สุดทำให้ EIC กลายเป็นผู้ครองตลาดชาในยุโรปได้อย่างมั่นคง
ความนิยมของชาในอังกฤษ
ในปี ค.ศ. 1662 เมื่อเจ้าชายชาร์ลส์ที่ 2 แห่งอังกฤษทรงอภิเษกสมรสกับ เจ้าหญิงแคทรีนแห่งบรากันซา พระราชธิดาของ กษัตริย์จอห์นที่ 4 แห่งโปรตุเกส เจ้าหญิงแคทรีนทรงนำวัฒนธรรมการดื่มชา ซึ่งเป็นที่นิยมในราชสำนักโปรตุเกสมายังอังกฤษ การที่เจ้าหญิงทรงโปรดการดื่มชาซึ่งในยุคนั้นถือเป็นสินค้าหรูหราและมีราคาแพง ทำให้การดื่มชากลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความสง่างามและความมีรสนิยมในหมู่ชนชั้นสูงของอังกฤษ ในขณะนั้น บริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษ (British East India Company) ยังไม่มีแหล่งจัดหาชาเป็นของตนเอง จึงจำเป็นต้องพึ่งพาการซื้อชาจาก VOC (Dutch East India Company) ซึ่งเป็นผู้ควบคุมการค้าชาระหว่างเอเชียและยุโรป กระแสนิยมการดื่มชาของเจ้าหญิงแคทรีนได้สร้างแรงกระเพื่อมให้ชนชั้นสูงอังกฤษหันมานิยมดื่มชาตามพระองค์ โดยไม่เพียงแต่รสชาติและกลิ่นหอมของชาเท่านั้นที่ดึงดูดใจ แต่การดื่มชายังสะท้อนสถานะทางสังคมและรสนิยมของผู้ดื่มอีกด้วย ความนิยมนี้เติบโตอย่างรวดเร็วจนทำให้ในปี ค.ศ. 1664 บริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษเริ่มนำเข้าชาจากจีนอย่างเป็นทางการ เพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นในสังคมอังกฤษ และนับเป็นจุดเริ่มต้นของการที่ชากลายมาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมอังกฤษในเวลาต่อมา
การเก็บภาษีชาของอังกฤษเริ่มต้นในศตวรรษที่ 17 เพื่อควบคุมการค้าและเพิ่มรายได้แก่รัฐ โดยเริ่มจากการเก็บภาษีในปี ค.ศ. 1660 ที่อัตรา 8 เพนนีต่อปอนด์ ซึ่งถือว่าสูงเมื่อเปรียบเทียบกับรายได้เฉลี่ยของประชาชนในยุคนั้น แต่ความต้องการบริโภคชาที่เพิ่มขึ้นในหมู่ชนชั้นสูง โดยเฉพาะหลังการอภิเษกสมรสของเจ้าชายชาร์ลส์ที่ 2 กับเจ้าหญิงแคทรีนแห่งบรากันซาในปี ค.ศ. 1662 ทำให้รัฐบาลเพิ่มอัตราภาษีเป็น 5 ชิลลิงต่อปอนด์ในปี ค.ศ. 1689 ภายใต้การปกครองของพระเจ้าวิลเลียมที่ 3 และพระราชินีแมรีที่ 2 ซึ่งเป็นการเพิ่มภาษีถึง 7 เท่าภายในเวลาไม่กี่ทศวรรษ แม้จะช่วยเพิ่มรายได้ให้รัฐ แต่การเก็บภาษีที่สูงยังทำให้ราคาชาในตลาดเป็นสินค้าหรูหราสำหรับชนชั้นสูงเท่านั้น ส่งผลให้เกิดปัญหาการลักลอบนำเข้าชา (tea smuggling) ซึ่งชาที่ลักลอบนำเข้ามักมาจากเนเธอร์แลนด์และฝรั่งเศส มีราคาถูกกว่าและเป็นที่นิยมในหมู่ประชาชนทั่วไป
ปัญหาการลักลอบนำเข้าเพิ่มขึ้นอีกเมื่ออัตราภาษีถูกปรับให้สูงถึง 119% ในปี ค.ศ. 1721 เพื่อผูกขาดการค้าและเพิ่มรายได้ผ่านการควบคุมตลาด แต่กลับทำให้รัฐสูญเสียรายได้จำนวนมหาศาลเพราะระบบการค้าผิดกฎหมายที่ขยายตัวอย่างกว้างขวาง ในที่สุด เมื่อเวลาผ่านไป การลักลอบนำเข้าชาเริ่มขยายขนาดและพัฒนาความซับซ้อนมากขึ้น รวมถึงมีความโหดร้ายรุนแรงมากขึ้นด้วย เจ้าหน้าที่สรรพสามิตในสกอตแลนด์เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “วิธีการใหม่” ของการลักลอบนำเข้า โดยมีแก๊งอาชญากรที่ใช้เรือขนาดใหญ่ซึ่งติดอาวุธหนักและสามารถบรรทุกชาหลายร้อยหีบ รวมถึงสุราอย่างรัมและบรั่นดีในปริมาณมหาศาล
การจัดจำหน่ายชาที่ลักลอบนำเข้าเหล่านี้ทำผ่านเครือข่ายที่มีการจัดการอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้ชาถูกส่งไปยังพื้นที่ห่างไกลในแผ่นดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในกรุงลอนดอน การกระจายชาที่ลักลอบนำเข้าแทบไม่ต่างจากการกระจายชาที่ถูกกฎหมาย โดยแม้แต่เรือของผู้ลักลอบยังสามารถทำประกันกับ Lloyd’s of London เพื่อคุ้มครองการสูญเสียหรือการถูกยึด ในขณะที่พ่อค้าชาในลอนดอนอาจดูเป็นที่ยอมรับในสังคม ผู้ลักลอบส่วนใหญ่มักเป็นอาชญากรที่เต็มไปด้วยความโหดเหี้ยม และไม่ลังเลที่จะใช้ความรุนแรงหรือการข่มขู่เพื่อดำเนินธุรกิจของพวกเขา
ตัวอย่างแรกของความโหดเหี้ยมของผู้ลักลอบนำเข้าชาเห็นได้จากกรณีของแก๊งฮอเคิร์สต์ (Hawkhurst Gang) ซึ่งปฏิบัติการในพื้นที่ชายฝั่งทางใต้ของอังกฤษในช่วงกลางศตวรรษที่ 18 เมื่อวันที่ 22 กันยายน ค.ศ. 1747 เจ้าหน้าที่ศุลกากรได้สกัดเรือลำหนึ่งนอกชายฝั่งดอร์เซ็ต ซึ่งบรรทุกชาผิดกฎหมายจำนวนสองตัน และนำชาเหล่านี้ไปเก็บไว้ที่โกดังของศุลกากรในเมืองพูล อย่างไรก็ตาม แก๊งฮอว์คเฮิร์สต์ซึ่งไม่ยอมสูญเสียของมีค่าของพวกเขา ได้รวมสมาชิกกว่า 60 คนเพื่อบุกโจมตีโกดังและยึดชากลับคืนมา ระหว่างทางพวกเขาเดินทางผ่านเมืองฟอร์ดดิ้งบริดจ์ในแฮมป์เชียร์ โดยชาวบ้านจำนวนมากออกมาดูขบวนการดังกล่าว เนื่องจากแก๊งนี้มีความมั่นใจสูง พวกเขาไม่พยายามปิดบังตัวตนหรือการกระทำใด ๆ หนึ่งในสมาชิกแก๊งชื่อจอห์น ไดมอนด์ ได้ทักทายดาเนียล เชเทอร์ ชาวบ้านคนหนึ่งที่เขารู้จัก และมอบถุงชาเล็ก ๆ ให้เขาเป็นของฝาก แก๊งฮอว์คเฮิร์สต์มีอิทธิพลในพื้นที่นี้มาหลายปี โดยใช้การข่มขู่ให้ชาวบ้านเงียบ และเผาบ้านเรือนของเจ้าหน้าที่ที่พยายามขัดขวางพวกเขา แต่การโจมตีโกดังศุลกากรครั้งนี้ได้สร้างความโกรธแค้นให้กับเจ้าหน้าที่ และทำให้มีการตัดสินใจดำเนินการอย่างจริงจัง ไม่นานหลังจากนั้น เจ้าหน้าที่ศุลกากรได้รับข้อมูลว่าเชเทอร์รู้จักกับจอห์น ไดมอนด์ และกดดันให้เขายอมเป็นพยานในคดีนี้ ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1748 เชเทอร์พร้อมกับเจ้าหน้าที่ศุลกากรชื่อวิลเลียม แกลลีย์ ได้ออกเดินทางไปยังเมืองชิเชสเตอร์เพื่อพบผู้พิพากษา แต่ระหว่างทางพวกเขาแวะพักที่โรงเตี๊ยมไวท์ฮาร์ทในโรว์แลนด์สคาสเซิล ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่นำไปสู่โศกนาฏกรรม เจ้าของโรงเตี๊ยมมีลูกชายที่เป็นผู้ลักลอบค้า และได้ส่งข่าวไปยังแก๊งฮอว์คเฮิร์สต์ สมาชิกแก๊งมาถึงโรงเตี๊ยมและทำให้เชเทอร์และแกลลีย์ดื่มเหล้าจนเมา ก่อนจะตัดสินใจนำตัวพวกเขาไปทรมาน ทั้งสองถูกเฆี่ยนด้วยแส้ มัดติดกับม้า และลากตัวไปอีก 15 ไมล์จนถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่ง แกลลีย์ร้องขอให้ฆ่าเขาให้ตายอย่างรวดเร็ว แต่แก๊งกลับเฆี่ยนตีเขาต่อจนเขาสิ้นใจ ส่วนเชเทอร์ถูกจับมัดและถูกขังในบ่อน้ำ โดยแก๊งใช้ไม้และหินถล่มใส่จนเสียงครวญครางเงียบลง เหตุการณ์อันโหดร้ายนี้ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงในสังคม และในที่สุดแกนนำของแก๊ง 8 คนถูกนำตัวขึ้นศาลและตัดสินประหารชีวิต แม้ว่าหนึ่งในพวกเขาจะเสียชีวิตก่อนการประหาร แต่ร่างของเขาก็ถูกนำไปแขวนในที่สาธารณะเพื่อเตือนใจคนอื่น ๆ ถึงบทลงโทษของการลักลอบค้า นอกจากนี้ไม่นานหลังจากนั้น สมาชิกแก๊งสองคนยังได้สังหารคนงานในฟาร์มเพียงเพราะสงสัยว่าเขาขโมยถุงชา 2 ถุง ทั้งที่ในความเป็นจริงถุงชานั้นยังคงอยู่ในโกดังของพวกเขาเอง เหตุการณ์เหล่านี้สะท้อนถึงความโหดเหี้ยมของแก๊งฮอว์คเฮิร์สต์ที่ไม่ยั้งมือแม้ต่อชีวิตมนุษย์
เมื่อวิลเลียม พิตต์ (William Pitt the Younger) ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในปี ค.ศ. 1783 ขณะมีอายุเพียง 24 ปี ความพยายามของกลุ่มผู้เรียกร้องให้ลดภาษีชาก็สำเร็จลุล่วง หลังจากการปรึกษาหารือกับผู้ทรงอิทธิพลในอุตสาหกรรมชา พิตต์ตัดสินใจลดภาษีชาลงอย่างมาก และชดเชยรายได้ของรัฐที่สูญเสียไปด้วยการเพิ่มภาษีหน้าต่าง (Window Tax) อย่างมหาศาล ภาษีหน้าต่างเป็นภาษีทรัพย์สินที่สามารถบังคับใช้ได้ง่ายกว่าและช่วยให้รัฐบาลมีรายได้เพียงพอในการบริหารประเทศ โดยรัฐบาลของเขาได้ออกพระราชบัญญัติ Commutation Act ปี ค.ศ. 1784 โดยลดภาษีชาจาก 119% เหลือเพียง 12.5% ในทันที ส่งผลให้การลักลอบนำเข้าชาไม่คุ้มค่าอีกต่อไป และการค้าชาเถื่อนก็หายไปแทบจะข้ามคืน การบริโภคชาที่เสียภาษีเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล จนกระทั่งแม้จะมีอัตราภาษีที่ลดลง แต่รายได้จากภาษีชาก็ฟื้นตัวกลับมาอย่างรวดเร็ว เมื่อรวมกับการเพิ่มภาษีหน้าต่าง รายได้ของกระทรวงการคลังกลับเพิ่มขึ้นโดยรวม ซึ่งเป็นผลสำเร็จของนโยบายนี้อย่างชัดเจน
แม้ว่ากฎหมายของพิตต์จะยุติปัญหาการลักลอบนำเข้าชา แต่กลับไม่ได้แก้ไขปัญหาอีกอย่างหนึ่งที่แพร่หลายในวงการค้าชา นั่นคือ การปลอมปนชา ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อทำให้ชามีราคาถูกลง ด้วยวิธีการแตกต่างออกไปเพื่อเพิ่มผลกำไรให้ได้มากที่สุด โดยจะผสมชาจริงเข้ากับใบจากพืชชนิดอื่นหรือแม้กระทั่งใบชาที่ผ่านการชงมาแล้ว ซึ่งหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมในศตวรรษที่ 18 คือ ‘ชาบริติช’ ซึ่งทำจากยอดอ่อนของต้นไม้ เช่น เอลเดอร์ (Elder) ฮอว์ธอร์น (Hawthorne) และแอช (Ash) บางครั้งชาชนิดนี้ถูกขายโดยไม่ปิดบังว่าไม่ใช่ชาแท้ และในปี 1725 มีการออกกฎหมายรัฐสภาห้ามการผสมใบชากับใบพืชอื่นใด ต่อมาในปี 1777 มีการประกาศห้ามอย่างสิ้นเชิงในการผลิตและขาย ‘ชาบริติช’ ซึ่งเกิดขึ้นส่วนหนึ่งเพราะรัฐบาลกังวลถึงการทำลายต้นไม้ที่ใช้ผลิตชาปลอมเหล่านี้
ในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 ชาก็เข้ามาแทนที่จิน (gin) ซึ่งเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในอังกฤษในช่วงศตวรรษที่ 18 เนื่องจากจินราคาถูกและหาซื้อง่าย จนกลายเป็นปัญหาทางและสุขภาพและสังคม การที่ชาได้รับความนิยมแพร่หหลายนทุกชนชั้นจึงช่วยลดปัญหาการดื่มแอลกอฮอล์เกินขนาด และทำให้การดื่มชาถูกมองว่าเป็นพฤติกรรมที่มีความสุภาพและน่านับถือมากกว่า โดยต่อมา ในศตวรรษที่ 19 ชาได้แพร่หลายไปถึงชนชั้นแรงงานและกลายเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวันของคนทำงานที่ยากจน ตามคำกล่าวของนักประวัติศาสตร์ชาวสกอตแลนด์ เดวิด แมคเฟอร์สัน (David MacPherson) ราคาของชาในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 ถูกกว่าราคาของเบียร์ นอกจากนี้ น้ำตาลก็มีราคาถูกลงอย่างมากในช่วงเวลาดังกล่าว ทำให้ชามักถูกบริโภคคู่กับน้ำตาลเสมอ แม้กาแฟจะมีราคาถูกลงในช่วงเวลานี้ แต่ชากลายเป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมมากกว่า เพราะถึงแม้จะถูกเจือจางเพื่อลดต้นทุน ชาก็ยังคงมีรสชาติที่ดี ต่างจากกาแฟ
ชามีข้อดีอีกหลายประการสำหรับชนชั้นแรงงาน การได้ดื่มเครื่องดื่มร้อน ๆ ที่มีรสหวานช่วยให้การรับประทานอาหารที่เรียบง่าย เช่น ขนมปังแห้งกับชีส เป็นไปได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ เครื่องดื่มอุ่นยังเป็นที่ต้องการอย่างมากในสภาพอากาศที่หนาวเย็นและชื้นของอังกฤษ อีกทั้งการดื่มชามีบทบาทสำคัญในการบรรเทาผลกระทบจากการขยายตัวของเมืองในยุคอุตสาหกรรม เพราะการชงชาต้องใช้น้ำต้มเดือด ซึ่งช่วยฆ่าเชื้อโรคที่มากับน้ำ เช่น บิด อหิวาตกโรค และไทฟอยด์ อย่างไรก็ตาม ชนชั้นแรงงานบริโภคชาในลักษณะที่แตกต่างจากพิธีกรรมที่มีมารยาทประณีตของชนชั้นสูงอย่างสิ้นเชิง นักประวัติศาสตร์ ซิดนีย์ มินทซ์ (Sidney Mintz) กล่าวว่า “การดื่มชาของคนจนเริ่มต้นจากการเชื่อมโยงกับการทำงาน มากกว่าจะเป็นพิธีกรรมภายในบ้าน” คนงานรายวันมักชงชากลางแจ้งและนำอุปกรณ์ชงชาติดตัวไปทำงาน แตกต่างจากการดื่มชาที่เป็นพิธีกรรมส่วนตัวภายในครอบครัวของชนชั้นสูงนอกจากนี้ การดื่มชายังอาจมีบทบาทในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เพราะคาเฟอีนในชาทำหน้าที่เป็นตัวกระตุ้น ส่วนพลังงานที่ได้จากน้ำตาลและของว่างที่รับประทานควบคู่กัน ช่วยให้แรงงานสามารถทำงานได้ยาวนานขึ้นจนถึงสิ้นวัน ดังนั้น การดื่มชาจึงกลายเป็นส่วนสำคัญในชีวิตประจำวันของชนชั้นแรงงาน ทั้งเพื่อความอบอุ่น การบรรเทาความหิว และการเสริมพลังงานให้สามารถทำงานในยุคอุตสาหกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
จากจุดเริ่มต้นของการค้าชาในยุคอาณานิคม ที่เริ่มจากเส้นทางการค้าของโปรตุเกสและดัตช์ มาจนถึงการขยายตลาดในยุโรปโดยบริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษ ชาได้พัฒนาไปสู่การเป็นสินค้าที่มีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจและวัฒนธรรมของโลกตะวันตก ความต้องการชาที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในยุโรปทำให้การนำเข้าชาจากจีนไม่เพียงพอ บริษัทอินเดียตะวันออกอังกฤษ (EIC) ซึ่งมุ่งควบคุมตลาดชา ได้มองหาแหล่งผลิตใหม่เพื่อรองรับความต้องการนี้ นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการสำรวจและพัฒนาพื้นที่ปลูกชาใน อินเดีย โดยเฉพาะในแคว้นอัสสัมและดาร์จีลิง ซึ่งกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้อินเดียกลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการผลิตชาที่สำคัญที่สุดของโลกในเวลาต่อมา
การเดินทางของชาจึงไม่ได้หยุดอยู่แค่การนำเข้าจากจีน แต่ได้พัฒนาไปสู่การสร้างอุตสาหกรรมใหม่ในดินแดนอาณานิคม ซึ่งไม่เพียงแต่เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคนอินเดียเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมในระดับโลกอย่างลึกซึ้ง นี่คือเรื่องราวที่เราจะพาไปสำรวจในบทถัดไป เกี่ยวกับการเริ่มต้นปลูกชาในอินเดีย และบทบาทของชาวอังกฤษในกระบวนการนี้ที่ส่งผลต่ออุตสาหกรรมชาสมัยใหม่อย่างแท้จริง
เรื่องก่อนหน้า | การเดินทางของชาในยุคก่อนการค้าทางเรือ
เรื่องต่อไป | อาณาจักรชาแห่งสหราชอาณาจักร
